โรคคาวาซากิ

0
587
views

ปอมแปมตัวร้อนหลายวัน เช็ดตัวลดไข้เท่าไหร่ ไข้ก็ไม่ลดลง อาเจียน 1 ครั้ง บ่นปวดท้อง และเหนื่อยบ่อย ตอนเช้าเลยพาไปหาหมอ ทั้งเราและหมอก็คิดว่าเป็น ไข้หวัดธรรมดา  เนื่องจากมีการอาเจียนออกมา ได้ยาไป แล้วก็อยู่บ้าน 3 วัน ในระหว่างนี้เช็ดตัวตลอด ไข้ไม่ลด

จนถึงครบนัดรอบใหม่ เช้าวันเสาร์ ตอนเช้าเหมือนอาการดีขึ้น แต่ระหว่างที่นั่งรอหมอปอมแปมอาเจียนออกมาอีกครั้ง และมีเลือดปนมาด้วยหน่อยๆ หมอเลยให้แอดมิทที่โรงพยาบาล ดูอาการน่าจะลงกระเพราะ ช่วงบ่าย ปอมแปม บอกว่า คันที่ขาช่วยเกาให้หน่อย ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นผื่น ต้องเอามือลูบๆ ถึงจะรู้ เลยบอกหมอประจำหวอด ว่า แปมมีอาการคัน

เพิ่มมานะ ไม่รู้่ว่า เพราะให้น้ำเกลือ หรืออะไร ทำไมอยู่ๆ ผื่นขึ้น ช่วงเย็น หมอเจ้าของไข้ (หมอวิศิษฐ์) มาตรวจอาการ หมอทำท่าประหลาดๆ เลยถามว่า เป็นยังไงมั่ง (นึกว่าลงปอดอีกแล้ว) หมอว่า อืม อาจจะเป็นคาวาซากิ แต่ขอคิดอีกทีก่อน ห๊ะ….. แม่น่ะตกใจไปใหญ่แล้ว แต่พ่อยังเฉย เพราะเค้าไม่รู้จักโรค แต่เราน่ะ เคยได้อ่านเรื่องของคุณนิจจัง ว่าน้องนิน เคยเป็น และค่ายาแพงมากๆๆๆๆ ใจหายวูบ โอ้ย แย่แน่ แต่หมอยังไม่ได้คอนเฟิร์มนี่นา อาจจะไม่ใช่ก็ได้

หมอออกไปได้สัก 20 นาทีได้ ก็โทรเข้ามาในห้อง ว่าเดี๋ยวจะให้หมออีกคนที่ชำนาญเรื่องโรคคาวาซากิ มาตรวจ ประมาณ 2 ทุ่ม หมอสุเทพก็เข้ามาตรวจแล้วบอกอาการของคนเป็นโรคคาวาซากิ ว่าต้องมีการอาหาร 5 อย่าง ถึงจะเป็นคาวาซากิแบบสมบูรณ์ แต่แปมเพิ่งจะมีอาการ 2 อย่างคือปากแดง มือบวมแดง และมีผื่นนิดหน่อย อาจจะไม่เป็น หรือเป็นแบบไม่เต็มขั้นก็ได้ วิธีที่จะให้ชัวร์คือ แอคโค่หัวใจ ว่ามีการอักเสบที่หัวใจหรือเปล่า แต่เรายังมีเวลาในการรักษาและวินิจฉัย อีกหลายวัน ให้รอดูอาการพรุ่งนี้อีกที

เช้าวันต่อมา (วันอาทิตย์) ปอมแปม ดูว่าอาการดีขึ้น ปากจางลง นิดนึง ร่าเริงแจ่มใส เราก็ใจชื้นขึ้นว่า ลูกคงไม่เป็นคาวาซากิ เพราะอาการดูดีขึ้น และมีอาการไม่ครบ 5 อย่าง อย่างที่หมอบอกด้วย หมอสุเทพเข้ามาตรวจตอนสายๆ บอกว่า เห็นอาการดีขึ้นแบบนี้ อาจจะเป็นอาการของ scarlet fever ก็ได้ ซึ่งถ้าต้องการ save ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้อง แอคโค่หัวใจก็ได้
พ่อแปมเลยถามไปว่า “แต่ก็ยังไม่สามารถตัดประเด็นว่า เป็นคาวาซากิอออกไปได้ใช่มั้ยครับ” หมอว่า ใช่ครับ ถ้าอยากรู้แน่ๆ ต้องแอคโค่หัวใจ (ครั้งล่ะ 3500 บาท) ดูการอักเสบรอบๆหัวใจ พ่อแปมเลยตัดสินใจให้แอคโค่

ผลการแอคโค่ ที่ได้คือ เยื่อหุ้มหัวใจกำลังอักเสบ ซึ่ง ก็คือเป็น “คาวาซากิ” ชัวร์ ขั้นตอนการรักษา คือ ให้ยา Immunoglobulin ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 ชม. ถ้าคำนวณตามน้ำหนักของ ปอมแปมแล้ว ต้องใช้ยาประมาณ 6 ขวด  ขวดล่ะ 10000 กว่า บาท จากนั้นก็ให้กินแอสไพรินเป็นเวลา  2 เดือน จากนั้นก็ กลับมาทำการแอคโค่หัวใจเป็นระยะๆ ดูว่า มีการดื้อยาหรือเปล่า ใช้เวลาติดตามอาการประมาณ 1 ปี

ซึ่งหลังจากได้ยา Immunoglobulin อาการไข้ลดลง จากหน้ามือเป็นหลังมือ ร่าเริง เล่นได้ กินข้าวได้ เราได้กลับบ้านกันวันพุธ แปลกมากๆ ที่ ลิ้นแปมไม่เป็นผิวสตอเบอร์รี่ตอนที่อยู่โรงพยาบาล พอกลับบ้านมา ให้แลบลิ้นดู เป็นผิวสตอเบอร์รี่ ตามอาการที่หมอเคยบอกไว้เป๊ะเลย นี่ถ้ารอให้อาการออกครบ ไม่ได้มาแอคโค่หัวใจดู คงรักษาไม่ทันแล้วกลายเป้นโรคหัวใจแน่ๆ เลย

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) คือ กลุ่มอาการของโรคที่ประกอบด้วยไข้สูง มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เยื่อบุผิว และต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

โรคนี้นับวันจะพบมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย การให้การวิเคราะห์โรคแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะภายใน 5-7 วันแรกของโรคจะมีความสำคัญมาก ต้องรีบให้การรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่หัวใจและหลอดเลือด หรือเมื่อเป็นโรคนี้แล้วก็ควรได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จนผู้ป่วยหายเป็นปกติและปลอดภัย

สาเหตุ : ยังไม่ทราบ
เพศ : พบได้ทั้งสองเพศ แต่พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง
อายุ : พบในเด็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 8 ปี พบมากในช่วงอายุ 1-2 ปี

การแสดงอาการของโรค
1. ไข้ เด็กจะมีไข้สูง ถ้าไม่ได้รับการรักษาไข้จะสูงนานประมาณ 1-2 สัปดาห์
2. ตาแดง เยื่อบุตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา และเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์
3. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและช่องปาก จะมีริมฝีปากแดงแห้ง เป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์และผิวหนังอาจแตกแห้งหลุดลอกได้ ภายในอุ้งปากจะแดงและลิ้นจะแดงคล้ายลูกสตรอเบอรี่(Strawbery tongue)
4. มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า โดยจะบวมแดงไม่เจ็บ หลังจากนั้นจะมีการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือ และนิ้วเท้า(ประมาณ 10-14 วันหลังมีไข้) และลามไปที่ฝ่ามือฝ่าเท้า บางรายอาจเล็บหลุดได้ หลังจากนั้นบางราย 1-2 เดือนจะมีรอยขวางที่เล็บ(Beau’s line)
5. ผื่นตามตัวและแขนขา มักเกิดหลังมีไข้ 1-2 วัน และมีได้หลายแบบ และผื่นอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์
6. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต พบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย ขนาดโตกว่า 1.5 ซม. ไม่เจ็บ
7. อาการแสดงอื่นๆที่อาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ท้องเสีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

ปัญหาสำคัญของโรคนี้ คือ เกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ(Coronary Artery) พบประมาณร้อยละ 20-30 ถ้าไม่ได้รับการรักษา

โรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือด
ได้แก่ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ(Coronary Artery)อักเสบเกิดเป็นหลอดเลือดแดงโป่งพอง (Aneurysm) ซึ่งอาจเกิดที่หลอดเลือดเส้นเดียว ตำแหน่งเดียว หรือเกิดหลายเส้นเลือดและหลายตำแหน่งก็ได้ โดยพบความผิดปกติดังกล่าวได้ในช่วง 10-28 วันของโรค ถ้าเกิดโรคแทรกซ้อนมากและรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้(ประมาณร้อยละ 1-2 )

การวินิจฉัย
อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายพบความผิดปกติดังกล่าว ร่วมกับการวิเคราะห์แยกโรคจากสาเหตุอื่น รวมทั้งการตรวจเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก จะสามารถให้การวิเคราะห์โรคนี้ได้ หลังจากนั้นทำ Echocardiogram เพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดหรือไม่

การรักษา
เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ ในการรักษาพบว่าเมื่อให้ Immunoglobulin ขนาดสูง(2 กรัม/กก. หรือ 400 มก./กก./วัน นาน4วัน) ร่วมกับแอสไพริน โดยให้ก่อนวันที่ 9 ของการเป็นโรค จะสามารถลดอุบัติการและความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่หัวใจลงได้

ถ้าเด็กมีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจมีเส้นเลือดแดงโป่งพอง จะต้องทานแอสไพรินขนาดต่ำ(3-5 มก./กก./วัน) วันละ 1 ครั้งจนกว่าจะหาย ในรายเป็นมากมีเส้นเลือดโป่งพองขนาดใหญ่กว่า 8 มม. บางรายอาจเกิดก้อนเลือดที่บริเวณหลอดเลือดโป่งพองได้ ต้องให้ยากันการแข็งตัวของเลือดร่วมกับแอสไพรินขนาดต่ำจนกว่าจะปลอดภัย หรือขนาดของเส้นเลือดโป่งพองลดขนาดกลับสู่ปกติ

การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรค
โดยมากผู้ป่วยหายเป็นปกติหลังได้รับยารักษา สามารถเล่นและทำกิจกรรมเหมือนเด็กปกติทั่วไป มีเพียงร้อยละ 5-7 ที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดโป่งพองขนาดเกิน 8 มม. ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีฌอกาสที่จะเสียชีวิตได้ จึงควรให้รับการรักษาดูแลอย่างต่อเนื่อง จากกุมารแพทย์โรคหัวใจ รวมทั้งบางรายอาจต้องทำ Exercise Stress Test และการสวนหัวใจ เพื่อวางแผนการรักษาต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลพญาไท

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here